ธรรมาภิบาล หรือในกฎหมายใช้ว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถานว่า วิธีการปกครองที่ดี (อังกฤษ: good governance) คือ การปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่างๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม นอกจากนี้ยังหมายถึงการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ธรรมที่ใช้ในการบริหารงานนี้ มีความหมายอย่างกว้าง กล่าวคือ หาได้มีความหมายเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึง ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวง ซึ่งวิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ อาทิ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรภายนอก
ธรรมาภิบาล เป็นหลักการที่นำมาใช้บริหารงานในปัจจุบันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุเพราะช่วยสร้างสรรค์และส่งเสริมองค์กรให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ อาทิ พนักงานต่างทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ทำให้ผลประกอบการขององค์กรธุรกิจนั้นขยายตัว นอกจากนี้แล้วยังทำให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ศรัทธาและเชื่อมั่นในองค์กรนั้น ๆ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น องค์กรที่โปร่งใส ย่อมได้รับความไว้วางใจในการร่วมทำธุรกิจ รัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและประชาชน ตลอดจนส่งผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ดังนี้
1. หลักนิติธรรม (The Rule of Law)
หลักนิติธรรม หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมายมิใช่ตามอำเภอใจ หรืออำนาจของ ตัวบุคคล จะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม และความยุติธรรม รวมทั้งมีความรัดกุมและ รวดเร็วด้วย
2. หลักคุณธรรม (Morality)
หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้อง ดีงาม การส่งเสริม ให้บุคลากรพัฒนาตนเอง ไปพร้อมกัน เพื่อให้บุคลากรมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบ วินัย ประกอบอาชีพสุจริต เป็นนิสัย ประจำชาติ
3. หลักความโปร่งใส (Accountability)
หลักความโปร่งใส หมายถึง ความโปร่งใส พอเทียบได้ว่ามีความหมาย ตรงข้าม หรือเกือบตรงข้าม กับการทุจริต คอร์รัปชั่น โดยที่เรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น ให้มี ความหมายในเชิงลบ และความน่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่ ความโปร่งใสเป็นคำศัพท์ที่ให้แง่มุมในเชิงบวก และให้ความสนใจในเชิงสงบสุข ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้สะดวกและเข้าใจง่าย และมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องอย่างชัดเจนในการนี้ เพื่อเป็น สิริมงคลแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานให้มีความโปร่งใส ขออัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งในองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ได้แก่ ผู้ที่มีความสุจริต และบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ
4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)
หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การให้โอกาสให้บุคลากรหรือผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการ บริหารจัดการเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ เช่น เป็นคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และหรือ คณะทำงานโดยให้ข้อมูล ความคิดเห็น แนะนำ ปรึกษา ร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติ
5. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility )
หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาการบริหารจัดการ การกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากกระทำของตนเอง
6. หลักความคุ้มค่า (Cost – effectiveness or Economy)
หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้บุคลากรมีความประหยัด ใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างคุ้มค่า และรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน
- ให้นักศึกษาซื้อใบคำร้องขอจบการศึกษา (FM บร.-02) และใบคำร้องทั่วไป ใบคำร้องชุดละ 5 บาท ที่สำนักงานการคลัง ชั้นล่าง อาคาร 1
*** กรอกรายละเอียดให้เรียบร้อยและชัดเจน เขียนชื่อ – นามสกุล (ภาษาอังกฤษ) ที่อยู่ วุฒิการศึกษาเดิมที่จบ จังหวัดที่เกิด วัน/เดือน/ปีเกิด /เบอร์โทรศัพท์***
พร้อมแนบหลักฐานดังนี้
- ถ่ายรูปชุดครุย มหาวิทยาลัยศรีปทุมศรีปทุม ภาพสีตัดขอบขาว ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 6 รูป ( ถ่ายให้เห็นแถบ 2 แถบ )
- ชำระเงินที่สำนักงานการคลังจำนวน 2,150 บาท (ค่าขึ้นทะเบียนมหาบัณฑิต 2,000 บาท, ค่าหนังสือรับรอง 50 บาท , ค่าทรานสคริปต์ 100 บาท
(ภาษาไทย 1 ฉบับ, ภาษาอังกฤษ 1 ฉบับ)
- ถ่ายเอกสารทั้งหมด (คำร้องขอจบการศึกษา (FM บร.-02)จำนวน 2 ชุด, สำเนาบัตรประชาชน 1 ใบ, ใบเสร็จชำระเงิน 2,150บาท) ยื่นที่บัณฑิตวิทยาลัย
ให้นักศึกษามาติดต่อขึ้นทะเบียนได้ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 14 พฤษภาคม 2555 เวลา 10.00 –18.00 น.
หมายเหตุ นักศึกษาจะต้องเตรียมเอกสารมาให้พร้อมก่อนที่จะยื่นใบคำร้องขอขึ้นทะเบียนขอจบการศึกษา
คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดงานสานสัมพันธ์เพื่อเปิดโอกาศให้ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ทั้งระดับปริญาตรีและปริญญาโท ได้มีการพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนประสบการและความคิดสร้างสรรค์แก่กันและกัน ในวันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555 เวลา 18.00-22.00 น. ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น
นักศึกษาหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต เข้าร่วมโครงการอบรมความรู้ต่อเนื่องทางบัญชี (CPD) ในหัวข้อการบัญชีและภาษีอากรเกี่ยวกับเหตุการณ์วิกฤตมหาอุทกภัย และหัวข้อการนำเสนองบการเงินกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ห้อง 1-901 อาคาร ดร. สุข พุคยาภรณ์ ในการอมรมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักบัญชีเข้าร่วมอบรมจำนวนทั้งสิ้น 87 คน
อบรมวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ณ อาคาร 1 ชั้น 4 ห้องปัทมา มหาวิทยาลัยศรีปทุม บางเขน
หัวข้อการบัญชีและภาษีอากรเกี่ยวกับเหตุการณ์วิกฤตมหาอุทกภัย
วิทยากรโดย คุณชุติมา รชนีกรไกรศาล และคุณเลิศฤทธิ เพชรวรกุล
หัวข้อการนำเสนองบการเงินกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs)
วิทยากรโดย ดร.วรกร แช่มเมืองปัก
หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต คณะบัญชี ขอแสดงความยินดีกับมหาบัณฑิตทุกท่านที่สำเร็จการศึกษาประจำปี 2553